6.25.2555

ควรเปิดร้านทำธุรกิจสปาเองหรือซื้อแฟรนไชส์สปา ?


 ธุรกิจสปานั้นเป็นธุรกิจที่ดำเนินไปได้ เนื่องจากผู้คนยังต้องการหาที่ผ่อนคลาย เพิ่มระดับคุณภาพของชีวิตตนเองให้ดีขึ้น แต่ผู้ที่สนใจทำธุรกิจนี้ก็ยังมีคำถามยอดนิยมคือ จะเปิดร้านสปาเองหรือซื้อแฟรนไชส์ดี ซึ่งทางเลือกนั้นมีหลายทางสำหรับธุรกิจสปานี้แล้วแต่ว่าตัวผู้ประกอบการเองนั้นต้องการแบบใด หรือมีคุณสมบัติอย่างไร
1. เปิดธุรกิจสปาเอง
 วิธีการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางของสปา    เช่น เดิมทำอาชีพเสริมสวย หรือ ธุรกิจนวดอยู่ แต่ขยายธุรกิจทำร้านสปา  ข้อสังเกตคือ ทางเลือกแบบนี้จะมีอิสระในการตัดสินใจ และงบประมาณอาจจะบานปลาย ถ้าไม่มีประสบการณ์มาก่อน และต้องใช้เวลาในการเริ่มธุรกิจ และต้องหาทุนสำรองในอนาคตไว้ด้วย

 2. การรับช่วงต่อร้านสปา (เซ้งร้านสปา) 
วิธีการนี้จะได้เรียนรู้วิธีการดำเนินธุรกิจเบื้องต้นจากเจ้าของเดิม แต่ผู้ประกอบธุรกิจใหม่จะต้องปรับกลยุทธ์หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเรื่องๆ ไป เพราะว่าธุรกิจเดิมนั้นอาจจะมีปัญหาเจ้าของเดิมถึงต้องการขายกิจการ วิธีการนี้เป็นการเริ่มธุรกิจสปาได้รวดเร็ว แต่ว่าผู้ประกอบการจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจสปาพอสมควร

3.แฟรนไชส์ 
การเลือกซื้อแฟรนไชส์ จะช่วยประหยัดเวลาในการเริ่มทำธุรกิจสปาและมีงบประมาณในการลงทุนอย่างชัดเจน มีผู้ให้คำแนะนำ และสอนวิธีการทำธุรกิจให้ แต่ยังมีข้อเสีย คือ ผู้ประกอบการจะขาดอิสระในการตัดสินใจบางเรื่อง และจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการซื้อความชำนาญนั้น (konw-how) รวมทั้งต้องเลือกบริษัทแม่ที่มีคุณภาพเหมาะสมกับการลงทุนธุรกิจสปาอย่างระมัดระวัง
 
ผู้ประกอบการต้องเลือกวิธีที่จะทำธุรกิจสปานี้ให้ตรงกับให้ต้องการ ลักษณะนิสัยของตนเอง เพื่อให้เราเปิดร้านสปาอย่างมีความสุข และดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยดี



9.02.2554

การประเมินกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของสปา

สำหรับผู้เริ่มต้นอยากประกอบธุรกิจสปา การหาข้อมูลของลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา ต้องวิเคราะห์ลูกค้าให้ดี เพื่อการวางแผนธุรกิจสปาเพราะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงทุนของธุรกิจสปานั้นเป็นงบประมาณที่มาก จึงจะต้องวางแผนประเมินกลุ่มลูกค้าและแนวทางการตลาด ตั้งแต่ตกลงใจคัดเลือกสถานที่ หลังจากคัดเลือกสถานที่เรียบร้อยแล้วจะต้องวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าว่าเป็นลูกค้าแบบใด เพื่อวางแนวทางคอนเซ็ปต์ของธุรกิจสปาให้ถูกต้องแม่นยำ ตามกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น การแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยใช้หลักเกณฑ์ตามรายได้ต่อเดือนของลูกค้า หรือจากราคาห้องพักหรือณภาพของร้านค้าใกล้เคียงก็ได้




การประเมิณกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของสปา
กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของสปา
กลุ่ม A หมายถึงกลุ่ม
ผู้บริหารที่มีรายได้ต่อเดือนมากกว่า 70,000 บาทขึ้นไป หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีระดับราคาห้องพักกว่า 5,000 บาท หรือตามศูนย์การค้าระดับพรีเมี่ยมต่าง ๆ

*ควรจะมีการตกแต่งสถานที่ให้เป็นสปาระดับ 5 ดาว เพราะลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงนั้นต้องการความรู้สึกที่มีรสนิยม ในการเข้ามาใช้บริการสปาประเภทนี้ จะต้องสร้างความภูมิใจในแบรนด์ โดยที่ลูกค้าจะไม่คำนึงถึงด้านราคาเท่าใดนัก

*การอบรมบุคลากรควรจะใช้พนักงานที่มีระดับความรู้สูงพอสมควรสามารถอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจถึงโปรแกรมบริการในแง่วิชาการได้ บุคลากรควรมีการฝึกอบรมจากสถาบันสภาที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ ให้มีเทคนิคในการบริการเป็นแนวทาง เดียวกัน

*การตลาดควรประชาสัมพันธ์ในสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น นิตยสารที่มีข่าวคอลัมน์สังคมชั้นสูงหรือร่วมโปรโมชั่นกับรายการวิทยุโทรทัศน์ ที่มีกลุ่มตลาดระดับบน ให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์ของสภาเป็นแบรนด์ระดับ เอ

กลุ่มB หมายถึงกลุ่ม
ลูกค้าระดับผู้บริหารหรือพนักงานบริษัทที่มีรายได้ระหว่าง 30,000-70,000 บาท หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับกลางที่มีราคาห้องพักประมาณ 2,000 บาทขึ้นไป หรือในศูนย์การค้าระดับ C ถึงระดับ B

*สถานที่ควรออกแบบดูดีแต่ไม่ต้องใช้ทุนสูงมีการจัดสรรพื้นที่อย่างมีระเบียบ สามารถนำวัสดุต่าง ๆ มาประยุกต์ตกแต่งอย่างสร้างสรรค์ เนื่องจากว่าผู้บริณคมีกำลังซื้อปานกลาง การตกแต่งที่ดูหพูฆเกินไป จะทำให้ลูกค้าเกรงในเรื่องราคาค่าบริการที่สูงเกินจริง
* บุคลากรควรมีความสามารถในการประชาสัมพันธ์และมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้ที่มาติดต่อและผู้ที่ทำธุรกิจใกล้เคียง เพื่อที่จะได้เป็นภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร การบริการในระดับนี้เรื่องภาพลักษณ์ของพนักงานนั้นสำคัญมาก
*การทำการตลาดควรมีการร่วมโปรโมชั่นและของแถมรวมทั้งมีบริการที่คุ้มค่ากับราคา นำบริการรูปแบบใหม่มาให้บริการลูกค้าอยู่เสมอ ควรมีการทำโปรโมชั่นร่วมกับบัตรเครดิตต่าง ๆ หรือบัตรส่วนลดร่วมกับห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้เคียง ควรนำงบประมาณลงโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีราคาแพงเพราะผู้บริโภคจะใช้บริการสปารูปแบบนี้ในย่านใกล้เคียงเท่านั้น

กลุ่ม C หมายถึงกลุ่ม
ลูกค้าทั่วไปที่มีรายได้ต่อเดือนไม่คงที่ เป็นกลุ่มที่เริ่มให้ความสนใจใช้บริการ แต่อาจใช้บริการเป็นครั้งคราวเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นสปาที่อยู่ทั่วไปในย่านชุมชนชานเมือง ผู้ประกอบการจะต้องมีความสามารถในการลงมือให้บริการหรือให้ข้อมูลด้วยตนเอง

* การตกแต่งเป็นไปอย่างเรียบง่าย และสามารถเห็นกิจกรรมบริการบางอย่างจากภายนอกได้ ส่วนใหญ่มักจะอยู่ตามชานเมือง หรือย่านที่อยู่อาศัยถ้าผู้ประกอบการตกแต่งพื้นที่เกินงบประมาณจะคืนทุนได้ช้า เพราะราคาขายไม่สามารถทำได้สูง
*บุคลากรของสปาประเภทนี้ มักควรเป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้นและสนใจศึกษาเพิ่มเติม มีความรู้ในเรื่องแนวทางสปาพอสมควร ผู้ประกอบการควรจัดหาครูมาสอนเทคนิคให้บริการเพื่อเสริมทักษะความรู้แก่พนักงานจะเป็นการประหยัดงบประมาณ มากกว่าส่งไปอบรมเป็นรายบุคคล

* เทคนิคในการทำตลาดของสปาประเภทนี้คือ กลไกในเรื่องราคารวมทั้งบริการที่คุ้มค่ามากที่สุด เน้นการประชาสัมพันธ์แบบขายตรง เช่นสมาชิกแนะนำสมาชิก หรือแจกใบปลิวส่วนลดทคาเป็นช่วง ๆ ไป การตั้งราคาขายจะต้องทำไว้เผื่อส่วนลดด้วย เช่น ซื้อหนึ่งคอร์สแถมหนึ่งคอรู้สึกรวมทั้งอาจมีการจับสลากรางวัลและการสะสมแต้มเป็นการติดต่อกับกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่อง